ทุกครั้งที่กลิ่นกาแฟอบเชยลอยขึ้นมาจากแก้วร้อน มันไม่ใช่แค่ความหอมที่ปลุกความรู้สึกตื่นตัว แต่เบื้องหลังกลิ่นนั้นมีสารประกอบที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างจริงจัง กาแฟอบเชยกำลังก้าวพ้นจากฐานะ "เครื่องดื่มที่ดูดี" ไปสู่สิ่งที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับสรรพคุณอย่างเป็นรูปธรรม
สารสำคัญในอบเชยและกาแฟ ทำงานร่วมกันอย่างไร
อบเชยไม่ใช่เพียงเครื่องเทศที่ทำให้กาแฟหอมขึ้น แต่อุดมไปด้วยสารซินนามาลดีไฮด์ (Cinnamaldehyde) และโพลีฟีนอล (Polyphenols) ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Agricultural and Food Chemistry พบว่าอบเชยมีค่า ORAC (Oxygen Radical Absorbance Capacity) สูงกว่าผลไม้ตระกูลเบอร์รีหลายชนิด เมื่อนำมารวมกับกาแฟอาราบิก้าซึ่งเองก็มีสารคลอโรจีนิกแอซิด (Chlorogenic Acid) ในปริมาณมาก ผลลัพธ์คือแก้วเดียวที่ให้สารต้านอนุมูลอิสระจากสองแหล่งพร้อมกัน
การทำงานร่วมกันนี้มีนัยสำคัญ เพราะสารต้านอนุมูลอิสระจากพืชต่างชนิดมักออกฤทธิ์ผ่านกลไกที่แตกต่างกัน นักโภชนาการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Synergistic Antioxidant Effect ซึ่งหมายความว่าประสิทธิภาพโดยรวมอาจสูงกว่าการนับรวมสารแต่ละตัวแยกกัน เป็นเหตุผลว่าทำไมการผสมอบเชยลงในกาแฟจึงไม่ใช่แค่เรื่องรสชาติ
นอกจากนี้ ความร้อนจากการชงกาแฟช่วยให้สารระเหยในอบเชยกระจายตัวได้ดีขึ้น ทำให้ร่างกายดูดซึมสารบางส่วนผ่านทางการสูดดมกลิ่นด้วย แม้กลไกนี้ยังอยู่ในระหว่างการศึกษา แต่ก็เป็นจุดที่นักวิจัยด้านอโรมาเทอราพีให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง
งานวิจัยบอกอะไรบ้างเกี่ยวกับกาแฟอบเชย
หนึ่งในประเด็นที่ได้รับการศึกษามากที่สุดคือบทบาทของอบเชยต่อการทำงานของอินซูลิน การทบทวนงานวิจัยจาก Diabetes Care พบว่าการบริโภคอบเชยอาจช่วยปรับปรุงความไวของเซลล์ต่ออินซูลินในผู้ที่มีระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ปกติถึงสูงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามนักโภชนาการย้ำเสมอว่าอบเชยไม่ใช่ยา และปริมาณที่ใช้ในงานวิจัยมักสูงกว่าปริมาณในกาแฟหนึ่งแก้วมาก ดังนั้นควรมองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่สมดุล ไม่ใช่ทางลัด
ในด้านระบบย่อยอาหาร อบเชยมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านเชื้อแบคทีเรียบางสายพันธุ์ตามธรรมชาติ งานวิจัยในวารสาร Food & Function ชี้ให้เห็นว่าสารประกอบในอบเชยสามารถช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ได้ในระดับหนึ่ง เมื่อผสานกับคาเฟอีนในกาแฟซึ่งกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ กาแฟอบเชยจึงอาจเป็นเครื่องดื่มที่ดูแลระบบย่อยได้ดีกว่ากาแฟดำเปล่า
สำหรับสมองและความจำ มีงานวิจัยเบื้องต้นจาก Nutritional Neuroscience ที่พบว่าการดมกลิ่นอบเชยอาจช่วยเพิ่มการประมวลผลข้อมูลในระยะสั้น ในขณะที่คาเฟอีนในกาแฟมีหลักฐานรองรับชัดเจนว่าเพิ่มความตื่นตัวและสมาธิ การรวมสององค์ประกอบนี้เข้าด้วยกันจึงน่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการจดจ่อกับงานในช่วงเช้า
เลือกอบเชยให้ถูกชนิดเพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มที่
ไม่ใช่อบเชยทุกชนิดที่เท่ากัน อบเชยในตลาดส่วนใหญ่คืออบเชยคาสเซีย (Cassia) ซึ่งมีสารคูมาริน (Coumarin) ในปริมาณสูง หากบริโภคมากเกินไปและต่อเนื่องนานหลายปีอาจสร้างภาระให้ตับได้ ในทางตรงกันข้าม อบเชยซีลอน (Ceylon) หรือที่เรียกว่า